4 เรื่องที่กองทุนดีกว่าหุ้น

ปัจจุบันการลงทุนที่มาแรงที่สุดก็คงจะไม่พ้นการเล่นหุ้น หรือซื้อกองทุน ซึ่งหุ้นก็คือ คือการลงทุนเข้าเป็นเจ้าของร่วมในกิจการใดกิจการหนึ่ง ถ้าหากกิจการดังกล่าวได้กำไร เราก็ได้กำไรด้วย โดยกำไรที่ว่าอาจมาในรูปแบบเงินปันผล หรือในรูปแบบของส่วนต่างราคาก็ได้เช่นกัน ส่วนกองทุนคือ การที่บริษัทจัดการกองทุนซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนทำการรวบรวมเงินจากผู้ลงทุนทั้งหลาย แล้วนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามที่่แจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล หรือส่วนต่างราคากองทุนเมื่อเราขายออกไป และแน่นอนทั้งสองอย่างจะมีสิ่งที่แตกต่างกันออกไป และวันนี้ paosatang.com จะพาไปดู 4 เรื่องที่กองทุนดีกว่าหุ้น

4 เรื่องที่กองทุนดีกว่าหุ้น

4 เรื่องที่กองทุนดีกว่าหุ้น
  1. กองทุนมีมืออาชีพดูแลให้

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนซึ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับกองทุนรวม เพราะกองทุนรวมทุกกองจะมีมืออาชีพคอยดูแลและบริหารให้ ส่วนตลาดหุ้นเราต้องเลือกหุ้นเองและต้องจับจังหวะเข้าลงทุนเอง ซึ่งมืออาชีพที่จะมาบริหารกองทุนรวม คือ ผู้จัดการกองทุน” ซึ่งกว่าจะมาเป็นผู้จัดการกองทุนได้ ก็ต้องผ่านการสอบ CFA (Chartered Financial Analyst) หรือ CISA (Certified Investment & Securities Analyst) ซึ่งเป็นคุณวุฒิที่ใช้วัดความรู้การวิเคราะห์การลงทุน ซึ่งหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนนั้นก็คือการคัดเลือกหุ้นคุณภาพดีๆเข้ามาในพอร์ต และต้องการคิดวิเคราะห์และเลือกซื้อในจังหวะที่ใช่ ต้องมีการไป Company Visit เพื่อพูดคุยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารด้วยตนเองเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นบริษัทที่น่าลงทุนจริงๆ สำหรับใครที่อยากลงทุนแต่ยังเป็นมือใหม่ กองทุนเป็นทางเลือกที่ดีอีกทาง เพราะจะมีผู้เชี่ยวชาญมาดูแลการลงทุนให้เลย

  1. กระจายการลงทุนอัตโนมัติ

สำหรับลงทุนในตลาดหุ้นก็สามารถทำเองได้ แต่เรื่องกระจายการลงทุนเป็นเรื่องที่กองทุนรวมทำได้ง่ายกว่ามาก เช่น ถ้าเราสนใจการลงทุนในดัชนี เพราะเรามองว่าดัชนียังไงก็โตตามเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งดัชนีที่ไม่โตคือประเทศที่ไม่มีการเติบโต ถ้าเราสนใจ SET50 เราก็ไม่ต้องไปนั่งซื้อในตลาดหุ้นทีละตัว แค่ซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนที่ลงใน SET50 เราก็เหมือนได้ครอบครองหุ้นในดัชนีนั้นแล้ว ทีนี้เราก็ไม่ต้องมานั่งเสี่ยงดวงว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้น เพราะเราเหมาหมด ถึงจะมีตัวขาดทุนบ้าง แต่ถ้ามีตัวขึ้นแรงๆ ก็จะสามารถชดเชยและดันให้ผลตอบแทนของกองนั้นเป็นบวกได้ (หลักการคล้ายๆ ลงทุนในดัชนี)

4 เรื่องที่กองทุนดีกว่าหุ้น
  1. ลงทุนได้ทุกสินทรัพย์

การลงทุนแต่ละอย่างก็จะมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ซึ่งสำหรับกองทุนรวมการลงทุนได้ทุกสินทรัพย์ก็คือจุดเด่นของกองทุนรวม  เพราะกองทุนรวมทำให้เราสามารถเลือกลงทุนได้ทุกสินทรัพย์ทั่วโลก ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยเราจะลงทุนได้เฉพาะหุ้นไทยเท่านั้น ถ้าปีนั้นหุ้นไทยไม่โต ก็ซึมไป (ยกเว้นใครชำนาญก็สามารถไป short หุ้นหรือเก็งกำไรขาลงในตลาด TFEX ได้) สินทรัพย์ที่เราสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้

อาทิเช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ น้ำมัน ซึ่งประโยชน์ตรงนี้คือทำให้เราลงทุนได้ในทุกจังหวะเวลา ถ้าช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจ ก็ย้ายไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือตลาดหุ้นจีนแทนได้ หรือถ้าเราเน้นการลงทุนระยะยาว ก็สามารถนำกองทุนที่ลงในสินทรัพย์ต่างๆ มาจัดพอร์ตแบบ Asset Allocation กระจายความเสี่ยงและทำให้ผลตอบแทนในระยะยาวเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอได้

  1. นำไปลดหย่อนภาษีได้

เรื่องสุดท้ายที่กองทุนรวมทำได้แต่หุ้นทำไม่ได้ คือเรื่องลดหย่อนภาษี ซึ่งกองทุนรวมประเภท SSF และ RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย และสามารถลดได้เยอะด้วย (ลดหย่อนเงินได้ได้สูงสุด 500,000 บาท) แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีให้ดีๆ ก่อนลงทุน เพราะทั้งกอง SSF และ RMF ซื้อแล้วไม่สามารถถอนเข้าถอนออกได้ เพราะมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาในการถืออยู่

แต่ถ้าจะซื้อไว้ลดหย่อนภาษีอย่างเดียวก็น่าเสียดาย เพราะกองทุน SSF และ RMF ก็เหมือนกองทุนทั่วไปที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ในขณะที่เราได้ลดหย่อนภาษี ถ้าเราเลือกกองทุนดีๆ เราอาจจะได้ผลตอบแทนกลับมาอีกด้วย

และนี่คือ 4 เรื่องที่กองทุนทำได้ดีกว่าหุ้น ซึ่งเหมาะสำหรับใครที่กำลังลังเลว่าจะไปลงทุนอันไหนดี แต่เราไม่ได้จะแนะนำให้คุณหันมาลงทุนทที่กองทุนเลย นี้เป็นเรื่องราวเพียงเล็กน้อย ที่คุณอาจจะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจให้ดีมากขึ้น ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนไม่ได้มีเพียงแค่นี้ หาข้อมูลเยอะๆ เพื่อที่เราจะไม่ได้ผิดพลาด

แนะนำบทความน่าสนใจ

ยุค 90 ถือได้ว่าเป็นยุคที่มีความโดดเด่นในทั้งคน สัตว์ สิ่งของ แต่เป็นเรื่องปกติเมื่อกาลเวลาผ่านไป สรรพสิ่งบนโลกใบนี้ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร บ้านก็เช่นกันในยุค 1990s อาจจะนิยมแบบนี้ ในยุค 2020s ก็ Poppular ในอีกสิ่งหนึ่งก็เป็นได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความทันสมัย ความสะดวกบาย ความแปลกใหม่ แต่ผมคิดว่าหลายคนที่เกิดทันและรับรู้เรื่องราวได้ดีในยุค 90 หรือผมเองที่อยู่ในยุคนั้นถึง 2 ขวบ (เกิดปี 1997)  ที่โหยหากลิ่นอายในยุคนั้นไม่น้อยเลย โดยการสะสมสิ่งของให้รู้สึกว่าตนเองได้ทะลุมิติกลับไปยุคนั้นอีกครั้งหนึ่ง ตามไปดู ของแต่งบ้านยุค 90s ที่เพิ่มความวินเทจน่ามอง 

ของแต่งบ้านยุค 90s ที่เพิ่มความวินเทจน่ามอง
ของแต่งบ้านยุค 90s ที่เพิ่มความวินเทจน่ามอง 
Previous post 5 แอพพลิเคชั่นน่าเชื่อถือสำหรับนักลงทุน
5 อาชีพใช้เงินลงทุนไม่เกิน 15,000 Next post 5 อาชีพใช้เงินลงทุนไม่เกิน 15000